วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ดิจิตตอลมี 2 ชนิดใหญ่ๆ (ตอน 3)

ดิจิตตอลมี 2 ชนิด

รูปที่ 1 วงจรคอมบิเนชัน
จำนวน Input มีหลายตัวก็ได้ และ Output ก็ออกหลายตัวก็ได้
  • คอมบิเนชัน (combination) หรือ ระบบเชิงจัดหมู่
    1. สัญญาณ output ขึ้นกับสัญญาณ input
    2. ลอจิกเกตพื้นฐาน
    3. พีชคณิต


รูปที่ 2 วงจรซีเควนเซียล
เห็นได้ว่าเป็นการเอาวงจรคอมบิเนชันต่อกับวงจรฟลิบฟลอบ

  • ซีเควนเซียล (Sequential system) หรือ ระบบเชิงลำดับ
    1. สัญญาณ output เวลาปัจจุบันจะขึ้นกับสัญญาณทาง input และ output ของเวลาก่อนหน้านั้น
    2. มีสัญญาณ นาฬิกา หรือ สัญญาณพัลส์ มาเกี่ยวข้อง
    3. มีฟลิปฟลอปเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ

อ้างอิงจาก




สัญญานาฬิกาและพัลส์คืออะไร? (ตอนที่ 2)

สัญญานาฬิกาและพัลส์คืออะไร ?

สัญญาณแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ

  1. สัญญาณนาฬิกามีคาบแน่นอน
  2. สัญญาณนาฬิกามีคาบไม่แน่นอน

มาดูทีละชนิด

รูปที่ 1 สัญญาณนาฬิกา ( Clock )
คาบเวลา คือ T1 = T2 =T3

F =  1 / T
F(Hz) คือ ความถี่
T (ms)คือ คาบ เช่น (T1 ในรูปที่ 1)

สัญญานาฬิกามีคาบแน่นอน
ชื่่อก็บอกแล้วว่าสัญญาณนาฬิกา (clock)    คือเปลี่ยนจาก 0 เป็น 1 และเปลี่ยนจาก 1 เป็น 0
มีคาบที่แน่นอน (periodic) หรือมีความถี่คงที่



สัญญานาฬิกามีคาบไม่แน่นอน
          

รูปที่ 2 สัญญานนาฬิกา
คาบที่ไม่แน่นอน
จากรูปที่ 2 เห็นว่าสัญญาณจะมีค่าไม่แน่นอน ดูจากทางซ้ายมือ คาบที่ 1 จะยาวกว่าคาบที่ 2



พัลส์แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ

  1. พัลส์แบบบวก
  2. พัลส์แบบลบ
มาดูที่ละชนิด



พัลส์แบบบวก




รูปที่ 3 สัญญาณพัลส์แบบบวก
จะเห็นว่าเป็นสัญญาณที่ขี้น เราเรียกว่า พัลส์แบบบวก



พัลส์แบบลบ

รูปที่ 4  สัญญาณพัลส์แบบลบ
จะเห็นว่าเป็นสัญญาณที่ลง เราเรียกว่า พัลส์แบบลบ


แถมให้  
สูตรหาความกว้างของพัลส์

สูตร  คือ TW = 0.693 x R x C

TW (ms) คือ ความกว้างของพัลส์
R (โอห์ม) คือ ค่าความต้านทาน
C (ฟารัด) คือ ค่าตัวเก็บประจุ



สูตรหาดิวตี้ไซเกิล
(อัตรความกว้างพัลส์กับ 1 คาบเวลา)

สูตร D =  TW/T x 100%

D (%) คือ ดิวตี้ไซเกิล
TW (ms) คือ ความกล้างของพัลส์
T (ms) คือ คาบเวลาเวลา


ไดอะแกรมเวลา ( timing diagram)



รูปที่ 5 ตัวอย่างไดอะแกรมเวลา
กราฟจะมองจากซ้ายไปขวา เห็นว่า สัญญาณ A,B,C ขึ้น High พัลส์ลูกที่ 7 เมื่อจบพัลส์ลูกที่ 7 ลง Low 

อ้างอิงจาก
















วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ภาพรวมของดิจิตอลและอนาล็อก (ตอนที่ 1)

โดยธรรมชาติสัญญาณจะเป็นแบบอนาล็อก


สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด


รูปที่ 1 อนาล็อก
เมื่อสัญญาณลงเป็น 0   เมื่อสัญญาณขึ้นเป็น 1




รูปที่ 2 ดิจิตอล
เป็นสัญญาณที่ต่อเนื่องกัน

อนาล็อก
  1. เป็นสัญญาณต่อเนื่อง
  2. เปลี่ยนแปลงต่ออุณภูมิและเวลามาก
ดิจิตอล
  1. เป็นสัญาณที่ไม่ต่อเนื่อง
  2. แบ่งเป็นสองค่า
  3. เลขฐาน 2 or binary (ดิจิต)
  4. แทนด้วยแรงดัน 2 ระดับ เช่น  0 volt  =  0 ลอจิก และ  5 volt = 1 ลอจิก
  5. สามารถตัดความถี่ต่างๆได้
  6. มีวงจรกรองความถี่ดิจิตตอล หรือ digital filter

รูปที่ 3 สัญญาณอนาล็อกเล็ก ผ่านวงจรขยายเสียง เกิดเป็นสัญญาณอนาล็อกใหญ่ขึ้น 
เสียงไมโครโฟนเป็นสัญญาณอนาล็อก เข้าวงจรขยายเสียง เกิดเป็นสัญญาณอนาล็อกเข้าสู่ลำโพง

ดิจิทัล = digital = ดิจิตอล
ที่มาของ ดิจิทัล มาจากภาษาละตินว่า digit หมายถึง นิ้ว
การนับนิ้ว ซึ่งเป็นค่าที่ไม่ต่อเนื่อง
เรียกแทนด้วยคำว่า "อี" (e-) เช่น อีเล็กทรอนิกส์, อีเมล์ (ไปรษณีอิเล็กทรอนิกส์), และ อีบุ๊ก (หนังสืออิเล็กทรอนิกส์)


รูปที่ 1 ค่าระดับแรงดันลอจิก

  • VH(max) ถึง VH(min) จะมีค่าลอจิกเป็น 1
  • VL(max) ถึง VL(min) จะมีค่าลอจิกเป็น 0
  • VH(min) ถึง VL(max) จะไม่รับรู้ค่า

ขึ้นอยู่ที่เราจะกำหนดค่า อย่างไรด้วย เช่น 
  • VH(max) อาจกำหนดเป็น 5 volt 
  • VH(min) กำหนด 3 volt
  • VL(max) 1 volt
  • VL(min) 0 volt
       ถ้า 2 volt ก็จะไม่มีการรับรู้

ก็จะได้เป็นช่วงๆ ช่วงที่เขียนว่า High มีค่าเป็น 1 ลอจิก,  ช่วงที่เขียนว่า ไม่รับรู้ จะมีค่าเป็น ไม่รับรู้ ลอจิก, ช่วงที่เขียนว่า Low จะมีค่าเป็น 0 ลอจิก

อ้างอิงจาก